listen live


NEXT :
PREV :
/ NEWS /

[รีวิวอัลบั้ม] Taylor Swift: folklore การค้นพบซาวด์ใหม่ของป็อบสตาร์หญิง ที่รอคอยให้เธอแต่งแต้มมาตั้งแต่เริ่มต้น

Jul 25, 2020 / ดู 1,957 ครั้ง

หากจะเรียกว่าเป็นความโชคดีของแฟนๆ ก็คงไม่ผิดนัก เพราะแม้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้แผนการในช่วงฤดูร้อนปีนี้ของนักร้อง - นักแต่งเพลงสาว Taylor Swift ทั้งเทศกาลดนตรีครั้งแรก Lover Fest และการขึ้นแสดงในฐานะเฮดไลน์เนอร์ของ Glastonbury ได้ถูกยกเลิกทั้งหมด แต่ระหว่างการกักตัวอยู่บ้านนั้น กลับมีสิ่งที่ไม่คาดคิดผุดขึ้นมาในหัวของเธอ นั่นก็คือการทำอัลบั้มใหม่ที่ทิ้งห่างจากผลงานชุดก่อน ‘Lover’ ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ “ในช่วงกักตัว จินตนาการของฉันได้ปะทุอย่างบ้าคลั่ง และอัลบั้มชุดนี้ก็คือผลลัพธ์ที่ออกมา” เธอกล่าวในการประกาศอัลบั้มใหม่แบบเซอร์ไพรส์ ‘folklore’ ก่อนการเปิดตัวในอีกไม่กี่ชั่วโมง
 


‘folklore’ เป็นการร่วมงานกันระหว่าง “ฮีโร่ทางดนตรี” บางส่วนของ Swift โดยเฉพาะ Aaron Dessner มือกีตาร์และนักดนตรีหลายชนิดแห่งวงอินดี้ร็อก The National ที่ถูกเธอทาบทามให้มาร่วมแต่งเพลงด้วยกันแบบระยะทางไกล ก่อนที่เขาจะกลายมาเป็นโปรดิวเซอร์หลักของอัลบั้มชุดนี้ จากการมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นผู้ร่วมแต่ง และร่วมโปรดิวซ์เพลงเกินครึ่งอัลบั้ม นั่นหมายความว่า Swift มีการวางทิศทางดนตรีสำหรับอัลบั้มชุดนี้ไว้ค่อนข้างชัดเจนแล้ว และมันจะเป็นสิ่งแตกต่างไปจากผลงานชุดก่อนๆ ตั้งแต่ที่เธอเคยทำมาอย่างสิ้นเชิง
 


Dessner ดึงศักยภาพในการแต่งเพลงที่มีรูปแบบการเล่าเรื่องอันเฉพาะตัวของ Swift อย่างที่เธอเคยนำเสนอในอัลบั้มแนวป็อบคันทรี่ขึ้นหิ้ง ทั้ง ‘Speak Now’ (2010) และ ‘Red’ (2012) มาปรุงแต่งเข้ากับงานดนตรีที่มีส่วนผสมมาจากอินดี้โฟล์ก และอัลเทอร์เนทีฟป็อบ ในลักษณะของเพลงดาวน์เทมโปฟังสบาย แต่กลับซ่อนเร้นไปด้วยชั้นเชิงและความซับซ้อนของเมโลดี้ในระดับที่ไม่ต้องปีนกระไดฟัง พร้อมกับการถ่ายทอดเรื่องราวจากมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น โดยอัลบั้มเปิดมาด้วยแทร็ก “The 1” ที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ และการตระหนักรู้ในตนเองของเธอ “I’m doing good, I’m on some new shit/ Been saying “Yes” instead of “No”” เธอร้องในท่อนแรกของแทร็กที่คลอเบาๆ ด้วยเมโลตรอน อะคูสติกกีตาร์ กีตาร์ไฟฟ้า และไวโอลินที่เข้ากันได้อย่างกลมกล่อม ในขณะที่แทร็ก “cardigan” ซึ่ง Swift เลือกให้เป็นตัวชูโรง ก็มีความโดดเด่นและแปลกใหม่ทั้งในแง่ของเนื้อหาและซาวด์ดนตรี โดยเธอพูดถึงบทเรียนที่ได้รับจากความรักในวัยหนุ่มสาว ที่แม้ว่าเธอเป็นจะเป็นเสื้อคาร์ดิแกนตัวเก่าที่ถูกทิ้งไว้ แต่มันยังสามารถเป็นตัวโปรดสำหรับใครอีกคน และมอบไออุ่นในยามที่เขาคนนั้นหยิบมาสวมใส่ได้ทุกครั้ง อย่างที่เธอร้องว่า “And when I felt like I was an old cardigan under someone’ bed/ You put me on and said I was your favorite”
 


ในแทร็กที่มีโทนดนตรีสว่างขึ้นมาอย่าง “the last great american dynasty” เป็นการแต่งขึ้นเพื่อให้เกียรติคีตกวีหญิงชื่อก้อง Rebekah Harkness ที่สมรสกับอัยการ William Harkness ในปี 1947 ทำให้เธอกลายเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่ร่ำรวยสุดในอเมริกา โดยหลายทศวรรษหลังจากการเสียชีวิตของเธอ Swift ได้กลายมาเป็นเจ้าของบ้านหลังเก่าของเธอที่ถูกตั้งชื่อว่า “Holiday House” ในโรดไอแลนด์ นี่จึงถือเป็นรูปแบบใหม่ของการเล่าเรื่องสำหรับ Swift จากมุมมองทางประวัติศาสตร์ที่เธอมีต่อผู้หญิงซึ่งปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามความคาดหวังของสังคม อีกหนึ่งไฮไลท์เด็ดของอัลบั้มชุดนี้ คงหนีไม่พ้นการโคจรไปร่วมงานกับ Justin Vernon แห่งวงโฟล์กโทรนิกาเจ้าของรางวัลแกรมมี่อย่าง Bon Iver ในแทร็ก “exile” ที่จัดได้ว่าเป็นการดูเอทที่ทรงพลัง และสมบูรณ์แบบที่สุด ตั้งแต่ที่เธอเคยทำมาเลยทีเดียว
 


Swift ยังคงไว้วางใจให้ Jack Antonoff โปรดิวเซอร์คู่บุญที่ร่วมงานกับเธอมาตั้งแต่อัลบั้มฮิตแนวซินธิ์ป็อบ ‘1989’ (2014) กลับมาควบคุมงานโปรดักชั่นบางส่วนของผลงานชุดนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นแทร็ก “mirrorball” ที่นำเสนอความเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยเสน่ห์และความไพเราะของดนตรีอินดี้โฟล์กสมัยใหม่ ส่วนในแทร็ก “august” เธอได้มองย้อนกลับไปถึงความทรงจำสุดโรแมนติก ซึ่งถูกลิขิตไว้ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ยั่งยืน “Will you call when you’re back at school? / I remember thinking I had you,” เธอรำพึง ก่อนมอบซาวด์อันแสนล่องลอย และหนึ่งในคอรัสที่ตราตรึงที่สุดของเธอ ในแทร็ก “this is me trying” ที่ประสานทั้งความลุ่มลึกของเสียงร้อง และดนตรีแอมเบียนต์สุดเข้นอารมณ์ ชวนให้นึกถึงอัลบั้มของ Lorde อย่าง ‘Melodrama’ (2017) ที่ Antonoff เป็นผู้โปรดิวซ์เช่นกัน ในขณะที่แทร็ก “illicit affairs” ซึ่งพูดถึงความว่างเปล่าของการนอกใจ ยังได้ซาวด์เสนาะหูจากแอกคอร์เดียนและแซกโซโฟน มาช่วยเสริมอะคูสติกกีตาร์ที่มีความโดดเด่นอยู่แล้วให้น่าจดจำยิ่งขึ้นไปอีก น่าเสียดายที่ “my tears ricochet” ซึ่งเป็นแทร็กเดียวในอัลบั้มที่ Swift แต่งเดี่ยว กลับจืดชืดและเบาบางกว่าเมื่อเทียบกับแทร็กอื่นๆ ที่โปรดิวซ์โดย Antonoff
 


ในหกแทร็กหลังของ ‘folklore’ ล้วนแล้วแต่เป็นหนึ่งในผลงานการแต่งเพลงที่ดีที่สุดของ Swift ทั้งสิ้น ตั้งแต่ “mad woman”, “epiphany”, “betty”, “peace” และ “hoax” แต่แทร็กที่น่าประทับใจมากที่สุดในอัลบั้มชุดนี้ก็คือ “invisible string” ที่เป็นการสะท้อนถึงการเดินทางที่นำพาเธอไปสู่ความสุขในชีวิต Dessner ผสานเทคนิคการร้องที่นุ่มนวลของเธอเข้ากับดนตรีในตระกูลเครื่องสายต่างๆ ทั้ง วิโอลา เชลโล และอะคูสติกกีตาร์ที่ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งให้ความรู้สึกในระดับเดียวกับการฟังอัลบั้มอินดี้โฟล์กยอดเยี่ยมในรอบไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ‘For Emma, Forever Ago’ (2007) ของ Bon Iver และ ‘Carrie & Lowell’ (2015) ของ Sufjan Stevens

ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้นบนโลกตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา ช่วงเวลาแห่งการปลีกวิเวกได้กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ทางดนตรีของป็อบสตาร์สาวแบบก้าวกระโดด จนเกิดเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงที่ฉีกทุกกรอบเดิมๆ และกำเนิดทิศทางใหม่ในอนาคตได้อย่างน่าสนใจ

 


คะแนน: 9.5/10





.:: อื่นๆ ที่น่าสนใจ


.:: ข่าวอื่นๆ









App Downlaod IOS App Downlaod Android
เว็บไซต์นี้มีการเก็บข้อมูลการใช้งานของคุณเพื่อนำมาใช้วางแผนและบริหารเว็บไซต์ อ่านเพิ่มเติม